Translate

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เตรียมสอบ TOEFL IELTS TOEIC CU-TEP GAT O-NET เรียน สอน กวดวิชา ภาษาอังกฤษ ม.ต้น ม.ปลาย อุบล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เตรียมสอบ TOEFL IELTS TOEIC CU-TEP GAT O-NET เรียน สอน กวดวิชา ภาษาอังกฤษ ม.ต้น ม.ปลาย อุบล แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2557

เคล็ด ไม่ลับ พิชิตภาคการฟัง TOEIC

ใน Listening Part นั้น เทคนิคในการทำ Part นี้คือ

อย่ารอให้คำตอบถูกอ่านจนครบทุกข้อ หากคิดว่าข้อไหนใช่ เลือกเลย แล้วเอาเวลาที่เหลือไปเตรียมตัวในข้อต่อไปจะดีกว่าอ่านและคาดเดา

ในส่วนนี้จะใช้ได้กับทุก Part ของ Listening ยกเว้น Part 2 ควรดูคำตอบไว้ล่วงหน้า และเดาเนื้องเรื่องจากคำตอบไว้ในใจของ การทำเช่นนี้จะช่วยให้มีแนวทางคร่าวๆ ของเรื่องที่จะฟัง และคุณจะสามารถ Focusคำตอบขณะที่ฟังได้ง่ายขึ้นหากพลาดข้อไหนไป จงทำใจ และช่างมัน

เพราะว่าถ้ายังคงกังวลอยู่กับข้อที่ผ่านไปแล้ว จะทำให้เสียสมาธิกับข้อที่อยู่ตรงหน้าคุณได้ครับ

#เรียนหลักสูตรติวเตรียมสอบTOEICอุบลราชธานี

วันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

เกร็ดความรู้ภาษาอังกฤษ การสอบถามทุกข์-สุข สบายดีหรือเปล่า

การสอบถามทุกข์-สุข สำนวนที่ใช้สอบถามว่าสบายดีหรือเปล่า ส่วนใหญ่จะใช้กันแค่  How are you? (ซึ่งเป็นคำถามที่เน้นเรื่องสุขภาพ) ฉะนั้นวันนี้เราจะนำเสนอประโยคที่ใช้สำหรับสอบถามทุกข์-สุข แบบอื่นๆกันบ้างนะค่ะ มาดูกันเลยค่ะว่ามีอะไรบ้าง

How are you going? (อังกฤษ) How are you doing? (อเมริกัน)

How’s it going? (เน้นความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน)

How have you been? (ในกรณีนาน ๆ เจอกันที)

How’s your life?

How’s everything?

How are things (with you)?

ส่วนการตอบก็มีหลายแบบมาดูตัวอย่างการตอบกันบ้างนะค่ะ  (I'm) fine, thanks. And you? (สบายดี ขอบคุณ แล้วคุณล่ะ)  ซึ่งเรามักใช้จนชินในการตอบแบบนี้ตั้งแต่สมัยเรียนในห้องเรียนกันแล้วใช่มั้ยค่ะ งั้นมาดูแบบอื่นกันบ้าง  ได้แก่

Good. สบายดี

Very well สบายดีมาก

I'm O.K. ก็ดี

So so. ก็งั้น ๆ

Not (too) bad ก็ไม่เลว

Great! เยี่ยม, วิเศษ

เป็นอย่างไรกันบ้างค่ะ พอนำเอาไปใช้กันบ้างหรือเปล่า ใครลองใช้แล้วเป็นอย่างไรบ้างมาเล่าให้่เราฟังบ้างนะค่ะ

วันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ประโยคคำถาม Yes/No Question

Yes/no question คือ ประโยคคำถามที่ต้องการคำตอบว่า Yes หรือ No .ใช่หรือไม่ เป็นอย่างนั้นหรือเปล่า
คำถามประเภทนี้ ในภาษาอังกฤษ จะมี จะมี 3 แบบ ตามลักษณะของรูปประโยคคำถาม คือ

ถ้าประโยคคำถามขึ้นต้นด้วย Verb to be เวลาตอบก็ต้องใช้ Verb to be เช่น
◦ Is Tom a Teacher­
• Yes, he is หรือ No, he is not
◦ Are they your children­
• Yes, they are หรือ No, They are not

 ถ้าประโยคคำถามขึ้นต้นด้วย Verb to do เวลาตอบก็ต้องใช้ Verb to do เช่น
◦ Do you speak English­
• Yes, I do หรือ No, I don’t
◦ Does she know how to drive­
• Yes, she do No, she doesn’t 

 * ข้อสังเกต 
เราใช้ Do กับประธานพหูพจน์ และใช้กับ I, You, We, They 
ส่วน Does เราใช้กับประธานเอกพจน์ และใช้กับ He, She และ It.เมื่อมี does มาอยู่หน้าประโยค คำกริยาจะไม่เติม s 

ถ้าประโยคคำถามขึ้นต้นด้วยกริยาช่วยตัวอื่น ๆ (Auxiliary Verb) เวลาตอบ ก็ต้องใช้คำกริยาช่วย เช่น
◦ Can Tony swim­ 
• Yes, he can. หรือ No, he cannot 
∞ ข้อควรจำ เมื่อขึ้นต้นคำถามด้วยverb อะไร เวลาตอบให้ตอบverb นั้น

วันศุกร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2556

เรียน TOEIC เตรียมสอบ เน้นข้อสอบ เจาะลึก รับรองผล เรียน TOEIC ที่อุบล

เตรียมสอบ TOEIC รับรองผล 600+ 

โปรโมชั่นพิเศษ 

มาสมัคร 3 คน 

คนที่ 3 จ่ายแค่ครึ่งราคา

เท่านั้น 

ด่วน !

รับสมัครถึงวันที่ 20 กันยายนนี้เท่านั้น

สนใจลงชื่อและเบอร์โทรไว้

ให้เราติดต่อกลับได้เลยนะค่ะ

วันและเวลาเรียนทางสถาบันฯ

จะมาอัพเดตให้ทราบอีกที



วันพุธที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2556

เรียน TOEFL/IELTS เตรียมสอบ ที่อุบลราชธานี

พร้อมเปิดแล้ว 

TOEFL / IELTS


เรียนทุกวันเสา่ร์-อาทิตย์ เวลา 15.00-18.00 น.

สำรองที่นั่งได้ที่ 083-744-4155 , 085-027-1799 , 045-265-577

สถาบันภาษา อาภาพชร หรือ The English School-Thailand (TEST) สาขาอุบลราชธานี จะทำการเปิดสอนหลักสูตร TOEFL, CU-TEP, TU-GET, IELTS,TOEIC, Conversation สอนพิเศษ ติวเข้ม อังกฤษ มัธยมต้น ม.ปลายและ หลักสูตรพิเศษอื่นๆ ซึ่งแต่ละหลักสูตรได้ถูกออกแบบ ทดสอบ พัฒนา และ ปรับแก้ แล้วพบว่าได้ผลตามความคาดหมายหลักของผู้เรียน โดยผู้เรียนจะได้รับการปรับพื้นฐานทั้งไวยากรณ์ ศัพท์ การใช้ภาษา ความเข้าใจประโยคที่ซับซ้อน พร้อมเสริมความมั่นใจ และแนะเทคนิคต่างๆไปในขณะเดียวกัน








วันอังคารที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2556

If clause // การใช้ If (4 แบบ)


การใช้ If (4 แบบ)


แต่ละตำราก็จะเรียกไม่ค่อยเหมือนกัน เอาง่ายๆ ละกันว่ามี 4 แบบ ไปจำว่า First condition, Second condition หรือ Third condition ก็ไม่ได้ช่วยให้เราเรียนรู้อะไร

แบบที่ 1 If + Present Simple, Present Simple
วิธีใช้ ใช้กับเหคุการณ์ที่เป็นความจริง
เช่น
 If you heat water, it boils. (ถ้าคุณต้มน้ำ น้ำก็เดือด)
If you get here before seven, we can catch the early train. (ถ้าคุณมาถึงที่นี่ก่อน 7 โมง เราก็สามารถขึ้นรถไฟไปได้เร็ว)
I can’t drink alcohol if I have to drive. (ฉันไม่สามารถดื่มแอลกอฮอล์ถ้าฉันต้องขับรถ)

แบบที่ 2 If + Present Simple, Will + V1
วิธีใช้ ใช้กับเหคุการณ์ที่เป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน
เช่น
 If I have enough money, I will go to Japan. (ถ้าฉันมีเงิน ฉันจะไปญี่ปุ่น)
If he is late, we will have to start the meeting without him. (ถ้าเขามาสาย เราจะต้องเริ่มการประชุมโดยไม่มีเขา)
I won’t go outside if the weather is cold. (ฉันจะไม่ออกไปข้างนอกถ้าอากาศมันเย็น)
If I have time, I will help you. (ถ้าฉันมีเวลา ฉันจะช่วยคุณ)
If you eat too much, you will get fat (ถ้าคุณกินมากเกินไป คุณก็จะอ้วน)

แบบที่ 3 If + Past Simple, would + V1 (would แปลว่า น่าจะ) (Past Simple à V2)
วิธีใช้ ใช้กับเหคุการณ์ที่ตรงข้ามความจริงในปัจจุบัน หรือ อนาคต
เช่น 
If I knew her name, I would tell you. (ถ้าฉันรู้ชื่อเธอ ฉันก็น่าจะบอกคุณ) [จริงๆ แล้วไม่รู้จักชื่อเธอ]
She would be safer if she had a car. (เธอน่าจะปลอดภัยกว่านี้ ถ้าเธอมีรถ) [จริงๆ แล้วเธอไม่มีรถ]
It would be nice if you helped me do the housework. [มันน่าจะดีถ้าคุณได้ช่วยฉันทำงานบ้านบ้าง] [จริงๆ แล้วเธอไม่ช่วยเลย]
If I were you, I would call her. (ถ้าฉันเป็นคุณ ฉันน่าจะโทรหาเธอ) [จริงๆ แล้ว ฉันไม่ได้เป็นคุณ]
If I were you, I would not say that. (ถ้าฉันเป็นคุณ ฉันก็ไม่น่าจะพูดเช่นนั้น) [จริงๆ แล้ว ฉันไม่ได้เป็นคุณ]

แบบที่ 4 If + Past perfect, would have + V3 (Past perfect -> Had + V3)
วิธีใช้ ใช้กับเหคุการณ์ที่ตรงข้ามความจริงในอดีต
เช่น
 If you had worked harder, you would have passed your exam.  (ถ้าคุณขยันให้มากกว่านี้ คุณก็น่าจะสอบผ่าน) [จริงๆ แล้วสอบตกไปแล้ว]
If you had asked me, I would have told you. (ถ้าคุณถามฉัน ฉันก็น่าจะบอกคุณไปแล้ว) [จริงๆ แล้วคุณไม่ได้ถาม]
I would have been in big trouble if you had not helped me. (ฉันน่าจะมีปัญหาไปแล้ว ถ้าคุณไม่ได้ช่วยฉันไว้) [จริงๆ แล้วคุณช่วยฉันไว้]
If I had met you before, we would have been together. (ถ้าฉันพบคุณก่อนหน้านี้ เราก็น่าจะได้อยู่ด้วยกันไปแล้ว) [จริงๆ แล้วฉันพบคุณช้าไป]



วันพฤหัสบดีที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2556

โปรโมชั่นฉลองบ้านใหม่ เรียนภาษาอังกฤษที่อุบลราชธานีกับ TEST (ย้ายที่ทำการใหม่)

วันนี้ TEST มีข่าวดีมาฝากค่ะ 

สำหรับผู้ที่สนใจเรียนกับเราเร็วๆนี้เราจะมีโปรโมชั่นดีๆ
 ฉลองบ้านใหม่ของเรามาฝากแน่นอนค่ะ 
ติดตามกันนะค่ะ 
หรือจะโทรเข้ามาสอบถามได้ที่ 083-744-4155 หรือ 085-027-1799 ก็ได้นะค่ะ
 (เนื่องจากเบอร์โทร 045-265-577 ยังไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้ ขออภัยในความไม่สะดวก)




วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2556


"The secret of success in life is to be ready 
for your opportunity when it comes."


ความลับของความสำเร็จคือเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอ
สำหรับโอกาสที่มาถึง





เปิดแล้วค่ะ คอร์สเรียนภาษาอังกฤษ 

สมัครได้แล้วนะคะตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป



TOEFL  IELTS  TOEIC  GAT O-NET 
Admission  Grammar Refresher
Conversation  Kids 



สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 
เบอร์ 045-265577  และ  083-7444155

วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เรียนภาษาอังกฤษ อุบลราชธานี

Myself กับ By myself ใช้ยังไงให้ถูก


“Myself” or “By myself” ???

คาดว่า คำถามนี้ ต้องเคยเด้งขึ้นมาในหัวของหลายๆ คน เวลาที่จะเขียนว่า ฉันทำสิ่งนั้น สิ่งโน้น ด้วยตัวเอง แต่ก็ไม่เคลียร์สักที ว่าตกลง จะต้องใช้ บุพบท by ก่อน myself หรือไม่

มองไปมองมา ไม่ว่าจะใช้ หรือไม่ใช้ by ก็ดูคลับคล้ายคลับคลาไปหมด สาเหตุที่หลายๆ คนสับสนงงงวยเช่นนี้ ก็เพราะ มันมีทั้งแบบที่ต้องใช้ by และแบบที่ไม่ควรใช้ครับ เปรียบเทียบประโยคตัวอย่างข้างล่างนี้ดูละกันนะ

• I know it looks like someone must have helped me do it, but I did it myself.
• I really made this soup by myself, although it is so delicious that many cannot believe it!
ทำไมละเนี่ย มาแปลประโยคกันก่อนอธิบายละกันนะ
• I know it looks like someone must have helped me do it, but I did it myself.
ฉันรู้ว่า นี่ดูเหมือนว่า ต้องมีใครช่วยฉันทำแน่ๆ แต่ฉันเป็นคนทำเองนะ
• I really made this soup by myself, although it is so delicious that many cannot believe it!
ฉันทำซุปนี่ด้วยตัวเองนะ ถึงแม้ว่ามันจะอร่อยมากจนหลายๆ คนไม่อยากจะเชื่อ

ประโยคที่ 1 เน้นความหมายว่า ทำเองคนเดียว ไม่ได้มีคนอื่นช่วย (I did it, not anybody else) กรณีนี้ ไม่ต้องใช้ บุพบท by นะคร้าบ

ประโยคที่ 2 เน้นความหมายว่า ทำด้วยตัวเอง มีความหมายเหมือนกับ on my own กรณีนี้ ต้องใช้ บุพบท by เสมอ ขอรับกระผม

ถ้าใครยังไม่ชัวร์ว่าแล้วประโยคของฉัน ควรใส่ by หรือไม่ ก็ลองโพสต์มาถามกันนะ จะได้เป็นตัวอย่างเพิ่มเติมให้เพื่อนๆ ด้วย ลองดูนะ

ให้ TEST ช่วยอีกแรง 045-265-577 /093-744-4155

วันพุธที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2556

ตารางสอบ ielts thailand 2556

ตารางสอบ IELTS 2013